หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ระดับอนุบาลศึกษา หลักสูตรภาษาอังกฤษ (English Program) โรงเรียนเลิศหล้า ได้พัฒนาหลักสูตรระดับการศึกษาปฐมวัยขึ้น โดยการจัดการเรียนรู้แนวบูรณาการเป็นหน่วยการเรียนให้เหมาะสมกับสภาพของชุมชน และเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน จัดกิจกรรมเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และมีขั้นตอนในการพัฒนาหลักสูตรระดับก่อนประถมศึกษาของ โรงเรียนเลิศหล้า ดังต่อไปนี้
ระดับก่อนประถมศึกษาโรงเรียนเลิศหล้า ได้จัดหลักสูตรก่อนประถมศึกษาเป็นของโรงเรียนเอง โดยศึกษาและจัดลำดับขั้นตอนพร้อมทั้งนำมาบูรณาการเป็นหน่วยงาน ซึ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Child-Centered) ดังขั้นตอนต่อไปนี้1.ศึกษาพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติปี พ.ศ. 2542 2.ศึกษาและวิเคราะห์หลักสูตรระดับก่อนประถมศึกษาปี พ.ศ. 2546 3.สำรวจความต้องการและความพึงพอใจในการจัดการศึกษาของผู้ปกครองและชุมชน 4.นำปรัชญาของโรงเรียนมาสอดแทรกด้านวิชาการ ด้านคุณธรรม จริยธรรม 5.จัดทำปฎิทินกำหนดการสอนตลอดปีเป็น 2 ภาคเรียน 6.จัดทำแผนการสอนแบบบูรณาการ โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญในการจัดการเรียนการสอน 7.มีการวิเคราะห์แผนการสอนก่อนทุกครั้ง 8.ปฎิบัติการสอนแล้วบันทึกพฤติกรรมนักเรียนและผลที่ได้จากการจัดกิจกรรมทุกครั้ง 9.มีการนิเทศการสอนโดยครูหัวหน้าฝ่าย 10.มีการประเมินผล แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ - ประเมินผลสังเกตการทำกิจกรรมระหว่างเรียน - ประเมินผลโดยการใช้แบบประเมินรายงานพัฒนาภาคเรียนละ 2 ครั้ง 11.เก็บสะสมผลการเรียนในรูปแบบของคะแนน เปอร์เซ็นต์ ระดับผลการเรียน (เกรด) และไม่มีการจัดลำดับที่ 12.นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสอดแทรกลงในเนื้อหาการเรียนรู้ โดยการจัดทำเป็นโครงงาน13.นำเรื่องการประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ การลดภาวะโลกร้อน และการอนุรักษ์ สอดแทรกในเนื้อหาการเรียนรู้แนวการเรียนการสอนในระดับก่อนประถมศึกษา1.การจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา โรงเรียนได้จัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ(Intergrated Instruction) การบูรณาการ หมายถึง การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงศาสตร์และศิลป์ รวมทั้งเนื้อหาวิชาต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันมาผสานเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดความรู้และความหมายหลากหลาย และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน การเรียนการสอนจะเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการวางแผนการเรียนรู้ ตรงกับความต้องการ ความสนใจ และความถนัดของตนเอง มีโอกาสแสดงออกอย่างอิสระแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น การทำงานเป็นกลุ่มโดยการใช้สิ่งต่าง ๆจากสภาพแวดล้อมจริง เป็นกระบวนการคิดอย่างสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้นักเรียนมีความฉลาดทางอารมณ์ (E.Q) เพื่อพัฒนาให้นักเรียนเป็นคนดี คนเก่ง มีความสุขตามสภาพความเป็นอยู่ รักและภูมิใจในความเป็นไทย 2.โรงเรียนเลิศหล้า จัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โดยยึดความสำคัญสูงสุดในกระบวนการปฎิรูปการเรียนรู้ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มศักยภาพ สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองมีพัฒนาการ ครบ 4 ด้าน คือ ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ จิตใจ ด้านสังคมและด้านสติปัญญา และรู้จักแสวงหาความรู้ได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดชีวิต โดยดำเนินการดังนี้1.จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความต้องการของผู้เรียน 2.ฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ 3.จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้รู้จากประสบการณ์จริงโดยการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 4.มีการคิดวิเคราะห์ด้านเหตุผล และการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ตามวัย 5.จัดกิจกรรมการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆอย่างได้สัดส่วนที่สมดุลกัน 6.ฝึกการเป็นผู้นำ ผู้ตาม การทำงานเป็นกลุ่มโดยใช้กิจกรรมหลัก 6 กิจกรรม ดังนี้ 6.1กิจกรรมเคลื่อนไหว 6.2กิจกรรมเสริมประสบการณ์ 6.3กิจกรรมสร้างสรรค์ 6.4กิจกรรมเสรี 6.5กิจกรรมเกมส์การศึกษา 6.6กิจกรรมกลางแจ้ง 7.จัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการสอน อำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ 8.จัดการเรียนให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่โดยใช้แนวการเรียนรู้แบบพหุปัญญาสอดแทรกในกิจกรรมทุกหน่วยการเรียน 9.คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลเพื่อพัฒนาการผู้เรียนให้เต็มศักยภาพ 10.จัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษโดยครูชาวต่างประเทศและภาษาไทยโดยครูไทยคิดเป็นอัตราส่วนประมาณ 50 : 50 ปรัชญาการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษากระทรวงศึกษาธิการหลักสูตรก่อนประถมศึกษา พุทธศักราช 2540กำหนดปรัชญาการจัดการศึกษาและการอบรมเลี้ยงดูเด็กบนพื้นฐานที่สนองความต้องการของเด็กแรกเกิด ถึง 6 ปี ที่ต้องการความรัก ความอบอุ่น ความเข้าใจและความจำเป็นที่จะต้องได้รับการพัฒนาทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาอย่างสมดุลต่อเนื่องไปพร้อมกันทุกด้าน ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่จัดให้จะเป็นประสบการณ์ตรงที่หลากหลาย เหมาะสมกับวัยความแตกต่างระหว่างบุคคลและบทบาทของสังคมที่เด็กอาศัยอยู่ ทั้งนี้เป็นไปเพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้และความสุขกับการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน โดยอาศัยความร่วมมือกันระหว่างบ้าน สถานศึกษา และชุมชน เพื่อพัฒนาให้เด็กได้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณค่าต่อไปหลักสูตรก่อนประถมศึกษา พุทธศักราช 2540 อายุ 3-6 ปีการจัดการศึกษาสำหรับเด็กอายุ 3-6 ปี เป็นการจัดในลักษณะของการอบรมเลี้ยงดูและการให้การศึกษาแก่เด็กทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาตามวัยและความสามารถของแต่ละบุคคลเพื่อเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุขหลักการ1.เป็นการศึกษาให้ครอบคลุมเด็ก ที่มีอายุระหว่าง 3-6 ปี 2.เป็นการพัฒนาเด็กโดยยึดหลักการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษา 3.เป็นการพัฒนาเด็กโดยองค์รวม ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาผ่านกิจกรรมการเล่นที่เหมาะสมกับวัย วุฒิภาวะ และความแตกต่างระหว่างบุคคล 4.เป็นการจัดประสบการณ์ที่ให้เด็กสมารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพและมีความสุข 5.เป็นการพัฒนาเด็กโดยบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา 6.เป็นการพัฒนาเด็กโดยให้ครอบครัว และชุมชนมีส่วนร่วมจุดมุ่งหมายเพื่อให้เด็กอายุ 3-6 ปี มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์และคุณลักษณะตามวัยดังต่อไปนี้คุณลักษณะที่พึงประสงค์1.มีสุขภาพดี เจริญเติบโตตามวัยและพฤติกรรมอนามัยที่เหมาะสม 2.ใช้กล้ามเนื้อใหญ่กล้ามเนื้อเล็กได้อย่างคล่องแคล่วและประสานสัมพันธ์กัน 3.ร่าเริง แจ่มใส่ และความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น 4.มีคุณธรรมและจริยธรรม มีวินัยในตนเอง และมีความรับผิดชอบ 5.ช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับสภาพและวัย 6.อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและเป็นสมาชิกที่ดีต่อสังคมในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข 7.รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมในท้องถิ่น และความเป็นไทย 8.ใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย 9.มีความสามารถในการคิด การแก้ปัญหาได้เหมาะสมกับวัยยยและมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ 10.มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์แนวทางจัดประสบการณ์เพื่อให้การจัดประสบการณ์และกิจกรรมบรรลุตามจุดมุ่งหมายจึงกำหนดแนวทางการจัดประสบการณ์ดังนี้1.ส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านของเด็กโดยองค์รวมอย่างต่อเนื่อง 2.จัดให้สอดคล้องกับจิตวิทยาพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก 3.ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง สนองความต้องการ ความสนใจ ความแตกต่างระหว่างบุคคลและเปิดโอกาสให้เด็กริเริ่มกิจกรรมของตนเอง โดยครูเป็นผู้สนุบสนุนอำนวยความสะดวก และเรียนรู้ร่วมกับเด็ก 4.จัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และมีบรรยากาศที่อบอุ่น เพื่อให้เด็กมีความสุข 5.จัดกิจกรรมในรูปแบบบูรณาการ โดยคำนึงถึงพัฒนาการทุกด้าน 6.จัดประสบการณ์ตรงให้เด็กเรียนรู้จากประสาทสัมผัสทั้ง 5 มีโอกาสสังเกตสำรวจ เล่น ค้นคว้า ทดลองแก้ปัญหาด้วยตนเอง 7.จัดให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์ กับวัตถุสิ่งของ กับเด็กและกับผู้ใหญ่ 8.จัดให้มีความสมดุล มีทั้งกิจกรรมให้เด็กริเริ่มและ ครูริเริ่ม กิจกรรมในห้องเรียนและนอกห้องเรียนกิจกรรมที่ต้องเคลือนไหวและสงบ 9.จัดให้เด็กไดเรียนรู้ผ่านการเล่น ที่หลากหลายทั้งรายบุคคล กลุ่มย่อย และกลุ่มใหญ่ 10.จัดให้เด็กได้รับการพัฒนาโดยให้ความสำคัญกับกระบวนการมากกว่าผลผลิต 11.จัดให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม วัฒนธรรมท้องถิ่น และเอื้อต่อการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน 12.จัดกิจกรรมให้เด็กมีจิตสำนึกในการรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อส่วรวม รักธรรมชาติ และรักท้องถิ่น 13.จัดให้เด็กมีส่วนร่วมในการวางแผน ลงมือปฏิบัติ และบอกผลการปฏิบัติกิจกรรมของตนเอง และผู้อื่นได้ 14.จัดการประเมินพัฒนาการให้เป็นกระบวนการอย่างต่อเนื่องและเป็นส่วนหนึ่งของการจัดประสบการณ์ 15.เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็กกิจกรรมประจำวันการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กอายุ 3-6 ปี จะไม่จัดเป็นรายวิชา แต่จัดในรูปของกิจกรรมบูรณาการผ่านการเล่น เพื่อให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง เกิดจากการเรียนรู้ได้พัฒนาทั้งร่างกาย อารามณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา การเลือกกิจกรรมที่นำมาจัดในแต่ละวันจึงต้องครอบคลุมสิ่งต่อไปนี้คือ1.การพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความแข็งแรงของกล้างเนื้อใหญ่ การเคลื่อไหว และความคล่องแคล่วในการใช้อวัยวะต่างๆ จึงควรจัดกิจกรรมโดยให้เด็กได้เล่นอย่างอิสระกลางแจ้ง เล่นเครื่องเล่นสนาม เคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะดนตรี ฯลฯ 2.การพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเล็กการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือและตา จึงจัดกิจกรรมโดยให้เด็กได้เล่นเครื่องเล่นสัมผัส เล่นเกมส์ต่อภาพ ฝึกช่วยตนเองในการแต่งกาย หยิบจับช้อนส้อม ใช้อุปกรณ์ศิลปะ เช่น สีเทียน กรรไกร พู่กัน ดินเหนียว ฯลฯ 3.การส่งเสริมสร้างสรรค์ เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้ถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกและเห็นความสวยงามของสิ่งต่างๆ รอบตัว อาจจัดกิจกรรมโดยใช้ศิลปะเป็นสื่อ ใช้การเคลื่อไหวและจังหวะตามจินตนาการ ให้ปีะดิษฐ์สิ่งต่างๆ อย่างอิสระตามความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของเด็ก เล่นบทบาทสมมติในมุมเล่นต่างๆ เล่นน้ำ เล่นทราย เล่นไม้บล็อกฯลฯ 4.การพัฒนาการคิด เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความคิดรวบยอด สังเกต จำแนก เปรียบเทียบ จัดหมวดหมู่ เรียงลำดับเหตุการณ์ แก้ปัญหา จึงจัดกิจกรรมให้เด็กได้สนทนาอภิปรายแลกเปรียนความคิดเห็น เชิญวิทยากรมาพูดคุยกับเด็ก ค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ทดลอง ทัศนศึกษา ประกอบอาหาร หรือจัดให้เด็กได้เล่นเกมส์การศึกษาที่เหมาะสมกับวัยอย่างหลากหลาย ฝึกการแก้ปปัญหาในชีวิตประจำวันและในการทำกิจกรรมทั้งที่เป็นกลุ่มย่อย กลุ่มใหญ่ หรือรายบุคคล 5.การส่งเสริมให้เด็กได้เลือกและตัดสินใจ เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสตัดสินใจเลือกเล่นหรือทำกิจกรรมอย่างเสรีตามความสนใจ และความต้องการของตนเอง จึงจัดกิจกรรมให้เด็กได้เล่นตามมุมประสบการณ์ หรือศูนย์การเรียนต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน 6.จัดการประเมินอย่างเป็นระบบ มีการวางแผนการเลือกใช้เครื่องมือและการจดบันทึกไว้เป็นหลักฐานสำหรับวิธีการประเมินที่เหมาะสมและนำมาใช้กับเด็กอายุ 3-6 ปี ได้แก่ การสังเกต การสนทนา การสัมภาษณ์ การรวบรวมผลงานหรือชิ้นงานที่แสดงออกถึงการทำงานอย่างเต็มความสามารถในพัฒนาการแต่ละด้านของเด็กเป็นรายบุคคล ทั้งนี้จัดให้มีการรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กโดยการจัดทำเป็นแฟ้มรายบุคคล(Portfolio)การจัดตารางกิจกรรมประจำวันกิจกรรมสำหรับเด็กอายุ 3-6 ปี สามารถนำมาจัดลงในตารางกิจกรรมประจำวันได้หลายรูปแบบเป็นการช่วยให้ทั้งครูและเด็กทราบว่าแต่ละวันจะทำกิจกรรมอะไร เมื่อใด และอย่างไร โดยมีหลักการจัดดังนี้1.กำหนดระยะเวลาในการจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัยของเด็กในแต่ละวัน 2.จัดกิจกรรมทั้งในและนอกห้องเรียนในอัตราส่วนที่เหมาะสม 3.กิจกรรมที่ต้องใช้ความคิด ทั้งในกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่ ใช้เวลาไม่เกินกว่า 20 นาที 4.กิจกรรมที่เดกมีอิสระเลือกเล่นเสรี เช่น การเล่มตามมุม การเล่นกลางแจ้ง เด็กจะสนุกสนาน เพลิดเพลินไม่เบื่อหน่ายง่าย อาจใช้เวลาประมาณ 40-60 นาที 5.มีความสมดุลระหว่ากิจกรรมที่ใช้กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็ก อาทิ กิจกรรมรายบุคคล กิจกรรมกลุ่มเล็ก กลุ่มใหญ่ กิจกรรมที่เด็กเป็นผู้ริเริ่ม และครูเป็นผู้ริเริ่ม และกิจกรรมสงบและกิจกรรมเคลื่อนไหวจัดให้ครบทุกประเภทกิจกรรมที่ต้องออกกำลังกายจัดสลับกับกิจกรรมที่ไม่ต้องออกกำลังมากนัก เพื่อเด็กจะได้ไม่เหนื่อยมากเกินไป 6.การส่งเสริมลักษณะนิสัยและทักษะการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อให้เด็กมีสุขนิสัยที่ดีแสดงออกอย่างเหมาะสมและอยู้ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ช่วยเหลือตนเองไดในกิจวัตรประจำวัน มีนิสัยรักการทำงาน รู้จักระมัดระวังความปลอดภัย ของตนเองและผู้อื่นจึงจัดกิจกรรมที่ช่วยให้เด็กได้ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันอย่างสม่ำเสมอ เช่น การรับประทานอาหาร และพักผ่อนนอนหลับการขับถ่าย การทำความสะอาดร่างกาย การเล่นและการทำงานร่วมกับผู้อื่น การปฏิบัติตามกฎ กติกา ข้อตกลงของส่วนรวม และเก็บของเข้าที่เมื่อเล่นหรือทำงานเสร็จ ฯลฯนอกจากนี้ โรเรียนยังจัดกิจกรรมเสริม อาทิ คอมพิวเตอร์ ดนตรี ว่ายน้ำ ให้นักเรียนระดับก่อนประถมศึกษา โดยบรรจุอยู่ในหลักสูตรและตารางสอนประจำสัปดาห์การวัดผลและประเมินผลการวัดผล1.การบ้านประจำวัน (จำนวนขึ้นอยู่กับความพร้อมของนักเรียนในแต่ละระดับชั้นและส่วนบุคคล) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อทบทวนและฝึกหัดความรับผิดชอบ 2.การสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ตามหน่วยการเรียน (ประมาณเดือนละ 1 ครั้ง เทอมละ 4 ครั้ง )โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสังเกตพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน (ร่างกาย อารมณ์ สังคม จิตใจ และสติปัญญา) 3.การวัดผลด้านความรู้ ความเข้าใจตามหน่วยการเรียนรู้ (เทอมละ 2 ครั้ง) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดความก้าวหน้าการเตรียมความพร้อมด้านวิขาการของนักเรียนการประเมินผล1.การบ้านประจำวัน คุณครูจะตรวจการบ้านเพื่อดูความเข้าใจและความตั้งใจในการทำการบ้าน พร้อมอธิบายเพิ่มเติมในจุดที่นักเรียนไม่เข้าใจ 2.การสังเกตพฤติกรรม คุณครูจะจดบันทึกพัฒนาการนักเรียน โดยเป็นการบรรยายพฤติกรรมการแสดงออกของนักเรียน และประเมินพัฒนาการโดยใช้ระดับคุณภาพ 3.การวัดผล คุณครูจะมีแบบเตรียมความพร้อมตามรายวิชา (คณิตศาสตร์ ภาษาไทย อังกฤษ เชาวน์) โดยประเมินผลออกมาเป็นเกรด ( 4 3 2 1) โดยแบ่งเป็นพุทธิพิสัยร้อยละ 30 และจิตพิสัยร้อยละ 70 การประเมินผลปลายภาคหรือปลายปี ประเมินเก็บสะสมเช่นเดียวกับการประเมินระหว่างเรียน โดยเก็บสะสมในรูปของคะแนน แบ่งสัดส่วนคะแนนสะสม และคะแนนทดสอบในอัตราสวน 70:30 จากนั้นจึงนำคะแนนทั้งสองมารวมกันเป็น 100 คะแนน โดยใช้เกณฑ์ในการตัดสินผลการเรียน ดังนี้คะแนน 80-100 ได้ระดับผลการเรียน 4 คะแนน 70-79 ได้ระดับผลการเรียน 3 คะแนน 60-69 ได้ระดับผลการเรียน 2 คะแนน 50-59 ได้ระดับผลการเรียน 1 คะแนน ต่ำกว่า 50 ผลการเรียนไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินผลกลางภาคและปลายภาค จัดดำเนินการในแบบเดียวกันจากนั้นนำคะแนนของแต่ละวิชามารวมแล้วคิดเป็นคะแนน ร้อยละ (จะไม่มีการจัดลำดับที่ในการสอบแต่ละครั้ง เพื่อเน้นศักยภาพของนักเรียนรายบุคคล มิใช่เป็นการเปรียบเทียบ)การรายงานผล1.รายงานพัฒนาการการเรียนรู้ตามหน่วยการเรียน เดือนละ 1 ครั้ง (เทอมละ 4 ครั้ง) 2.รายงานพัฒนาการด้านความรู้ ความเข้าใจ (สอบกลางภาค) 3.สมุดรายงานประจำตัวนักเรียน (สมุดพก) ส่งให้ผู้ปกครองเทอมละครั้งหมายเหตุ พุทธิพิสัย หมายถึง การเรียนรู้ในวิชาการต่างๆ ที่ผู้เรียนจะต้องอาศัยความสามารถของสมองเป็นที่ตั้งของการคิด วิเคราะห์ ทำความเข้าใจ รวมทั้งจดจำ เช่น การเรียนวิชาคณิตศาสตร์ การแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ การทำความเข้าใจในการอ่าน การเขียนเรียงความ และการคิดประดิษฐ์สิ่งของใหญ่ วิธีการที่ครูผู้สอนใช้ในการวัดผลพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย ได้แก่ การทำแบบฝึกหัด การทำแบบทดสอบ การสังเกต พฤติกรรมผลงานด้านการเรียนจิตพิสัย หมายถึง คุณลักษณะที่เกี่ยวข้องกับ อารมณ์ หรือความรู้สึกต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สิ่งนั้นอาจเป็นความคิด ความเชื่อ หรือการกระทำ รูปร่างลักษณะของบุคคล วัตถุสิ่งของ ซึ่งเน้นให้ผู้เรียนมีพัฒนาการ ด้านคุณธรรม จริยะธรรมและค่านิยมต่างๆ เพื่อให้นักเรียนเป็นพลเมืองดี สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข วิธีที่ครูผู้สอนใช้ในการวัดผลพฤติกรรมด้านจิตพิสัย ได้แก่ การสังเกตพฤติกรรมการแสดงออกของผู้เรียนในขณะปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ การสัมภาษณ์ เป็นเครื่องมือที่ครูผู้สอนพัฒนาขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้ตอบสะท้อนความรู้สึก ความคิดต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น ทัศนคติต่อการอ่าน หรือทัศนคติต่อการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ เป็นต้น
|
คำขอบคุณจากผู้ปกครอง

Who's Online
We have 8 guests online