ประวัติและความเป็นมา
ปรัชญา นโยบาย คำขวัญ เป้าหมาย พันธกิจ
สัญลักษณ์โรงเรียน
โครงสร้างการบริหารงาน
กฎระเบียบและการแต่งกาย
   
หลักสูตรภาษาอังกฤษ
  อนุบาลศึกษา
ประถมศึกษา
หลักสูตรนานาชาติ
  อนุบาลศึกษา
ประถมศึกษา
   
โรงเรียน
ครู
นักเรียน
   
อาคารสถานที่
งานโภชนาการ
บริการรถโรงเรียน
   
หลักสูตรภาษาอังกฤษ
  อนุบาลศึกษา
ประถมศึกษา
หลักสูตรนานาชาติ
  อนุบาลศึกษา
ประถมศึกษา
   
หลักสูตรการเรียนการสอน

หลักสูตรภาษาอังกฤษ

หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน
ระดับก่อนประถมศึกษา
หลักสูตรภาษาอังกฤษ (English  Program)

โรงเรียนเลิศหล้า  ได้พัฒนาหลักสูตรระดับก่อนประถมศึกษาขึ้น  โดยการจัดการเรียนรู้แนวบูรณาการเป็นหน่วยการเรียนให้เหมาะสมกับสภาพของชุมชน  และเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน  จัดกิจกรรมเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  และมีขั้นตอนในการพัฒนาหลักสูตรระดับก่อนประถมศึกษาของ  โรงเรียนเลิศหล้า  ดังต่อไปนี้

ระดับก่อนประถมศึกษา

โรงเรียนเลิศหล้า  ได้จัดหลักสูตรก่อนประถมศึกษาเป็นของโรงเรียนเอง  โดยศึกษาและจัดลำดับขั้นตอนพร้อมทั้งนำมาบูรณาการเป็นหน่วยงาน  ซึ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Child-Centered) ดังขั้นตอนต่อไปนี้

1.ศึกษาพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติปี พ.ศ. 2542
2.ศึกษาและวิเคราะห์หลักสูตรระดับก่อนประถมศึกษาปี พ.ศ. 2540
3.สำรวจความต้องการและความพึงพอใจในการจัดการศึกษาของผู้ปกครองและชุมชน
4.นำปรัชญาของโรงเรียนมาสอดแทรกด้านวิชาการ  ด้านคุณธรรม  จริยธรรม
5.จัดทำปฎิทินกำหนดการสอนตลอดปีเป็น  2  ภาคเรียน
6.จัดทำแผนการสอนแบบบูรณาการ โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญในการจัดการเรียนการสอน
7.มีการวิเคราะห์แผนการสอนก่อนทุกครั้ง
8. ปฎิบัติการสอนแล้วบันทึกพฤติกรรมนักเรียนและผลที่ได้จากการจัดกิจกรรมทุกครั้ง
9.มีการนิเทศการสอนโดยครูหัวหน้าฝ่าย
10.มีการประเมินผล แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ
-ประเมินผลสังเกตการทำกิจกรรมระหว่างเรียน
-ประเมินผลโดยการใช้แบบประเมินรายงานพัฒนาภาคเรียนละ 2 ครั้ง
11.เก็บสะสมผลการเรียนในรูปแบบของคะแนน เปอร์เซ็นต์ ระดับผลการเรียน (เกรด) และไม่มีการจัดลำดับที่

แนวการเรียนการสอนในระดับก่อนประถมศึกษา

1.การจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา  โรงเรียนได้จัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ(Intergrated  Instruction) การบูรณาการ  หมายถึง  การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงศาสตร์และศิลป์  รวมทั้งเนื้อหาวิชาต่าง ๆ  ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันมาผสานเข้าด้วยกัน  เพื่อให้เกิดความรู้และความหมายหลากหลาย  และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน  การเรียนการสอนจะเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  โดยให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการวางแผนการเรียนรู้  ตรงกับความต้องการ  ความสนใจ  และความถนัดของตนเอง  มีโอกาสแสดงออกอย่างอิสระแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น  การทำงานเป็นกลุ่มโดยการใช้สิ่งต่าง ๆจากสภาพแวดล้อมจริง  เป็นกระบวนการคิดอย่างสร้างสรรค์  ส่งเสริมให้นักเรียนมีความฉลาดทางอารมณ์ (E.Q) เพื่อพัฒนาให้นักเรียนเป็นคนดี  คนเก่ง  มีความสุขตามสภาพความเป็นอยู่  รักและภูมิใจในความเป็นไทย
2.โรงเรียนเลิศหล้า  จัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542  โดยยึดความสำคัญสูงสุดในกระบวนการปฎิรูปการเรียนรู้  เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มศักยภาพ  สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองมีพัฒนาการ  ครบ 4 ด้าน คือ  ด้านร่างกาย  ด้านอารมณ์  จิตใจ  ด้านสังคมและด้านสติปัญญา  และรู้จักแสวงหาความรู้ได้อย่างต่อเนื่อง  ตลอดชีวิต  โดยดำเนินการดังนี้

1.จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความต้องการของผู้เรียน
2.ฝึกทักษะกระบวนการคิด  การจัดการ
3.จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้รู้จากประสบการณ์จริงโดยการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5
4.มีการคิดวิเคราะห์ด้านเหตุผล  และการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ตามวัย
5.จัดกิจกรรมการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆอย่างได้สัดส่วนที่สมดุลกัน
6.ฝึกการเป็นผู้นำ  ผู้ตาม  การทำงานเป็นกลุ่มโดยใช้กิจกรรมหลัก  6  กิจกรรม  ดังนี้
  6.1กิจกรรมเคลื่อนไหว
  6.2กิจกรรมเสริมประสบการณ์
  6.3กิจกรรมสร้างสรรค์
  6.4กิจกรรมเสรี
  6.5กิจกรรมแกมการศึกษา
  6.6กิจกรรมกลางแจ้ง
7.จัดบรรยากาศ  สภาพแวดล้อม  สื่อการสอน  อำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
8.จัดการเรียนให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่โดยใช้แนวการเรียนรู้แบบพหุปัญญาสอดแทรกในกิจกรรมทุกหน่วยการเรียน
9.คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลเพื่อพัฒนาการผู้เรียนให้เต็มศักยภาพ
10.จัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษโดยครูชาวต่างประเทศและภาษาไทยโดยครูไทยคิดเป็นอัตราส่วนประมาณ  50 : 50

ปรัชญาการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษากระทรวงศึกษาธิการ

หลักสูตรก่อนประถมศึกษา  พุทธศักราช 2540กำหนดปรัชญาการจัดการศึกษาและการอบรมเลี้ยงดูเด็กบนพื้นฐานที่สนองความต้องการของเด็กแรกเกิด ถึง 6 ปี  ที่ต้องการความรัก  ความอบอุ่น  ความเข้าใจและความจำเป็นที่จะต้องได้รับการพัฒนาทางด้านร่างกาย  อารมณ์  จิตใจ  สังคม  และสติปัญญาอย่างสมดุลต่อเนื่องไปพร้อมกันทุกด้าน  ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่จัดให้จะเป็นประสบการณ์ตรงที่หลากหลาย  เหมาะสมกับวัยความแตกต่างระหว่างบุคคลและบทบาทของสังคมที่เด็กอาศัยอยู่  ทั้งนี้เป็นไปเพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้และความสุขกับการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน  โดยอาศัยความร่วมมือกันระหว่างบ้าน  สถานศึกษา  และชุมชน  เพื่อพัฒนาให้เด็กได้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณค่าต่อไป

หลักสูตรก่อนประถมศึกษา  พุทธศักราช  2540  อายุ  3-6  ปี

การจัดการศึกษาสำหรับเด็กอายุ  3-6  ปี เป็นการจัดในลักษณะของการอบรมเลี้ยงดูและการให้การศึกษาแก่เด็กทุกด้าน  ทั้งด้านร่างกาย  อารมณ์  จิตใจ  สังคม  และสติปัญญาตามวัยและความสามารถของแต่ละบุคคลเพื่อเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข

หลักการ

1.เป็นการศึกษาให้ครอบคลุมเด็ก ที่มีอายุระหว่าง  3-6  ปี
2.เป็นการพัฒนาเด็กโดยยึดหลักการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษา
3.เป็นการพัฒนาเด็กโดยองค์รวม  ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์  จิตใจ  สังคม  และสติปัญญาผ่านกิจกรรมการเล่นที่เหมาะสมกับวัย  วุฒิภาวะ  และความแตกต่างระหว่างบุคคล
4.เป็นการจัดประสบการณ์ที่ให้เด็กสมารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพและมีความสุข
5.เป็นการพัฒนาเด็กโดยบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา
6.เป็นการพัฒนาเด็กโดยให้ครอบครัว  และชุมชนมีส่วนร่วม

จุดมุ่งหมาย

เพื่อให้เด็กอายุ  3-6  ปี มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์และคุณลักษณะตามวัยดังต่อไปนี้

คุณลักษณะที่พึงประสงค์

1.มีสุขภาพดี  เจริญเติบโตตามวัยและพฤติกรรมอนามัยที่เหมาะสม
2.ใช้กล้ามเนื้อใหญ่กล้ามเนื้อเล็กได้อย่างคล่องแคล่วและประสานสัมพันธ์กัน
3.ร่าเริง  แจ่มใส่  และความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น
4.มีคุณธรรมและจริยธรรม  มีวินัยในตนเอง  และมีความรับผิดชอบ
5.ช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับสภาพและวัย
6.อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและเป็นสมาชิกที่ดีต่อสังคมในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
7.รักธรรมชาติ  สิ่งแวดล้อม  วัฒนธรรมในท้องถิ่น  และความเป็นไทย
8.ใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย
9.มีความสามารถในการคิด  การแก้ปัญหาได้เหมาะสมกับวัยยยและมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ
10.มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์

แนวทางจัดประสบการณ์

เพื่อให้การจัดประสบการณ์และกิจกรรมบรรลุตามจุดมุ่งหมายจึงกำหนดแนวทางการจัดประสบการณ์ดังนี้

1.ส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านของเด็กโดยองค์รวมอย่างต่อเนื่อง
2.จัดให้สอดคล้องกับจิตวิทยาพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก
3.ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง  สนองความต้องการ  ความสนใจ  ความแตกต่างระหว่างบุคคลและเปิดโอกาสให้เด็กริเริ่มกิจกรรมของตนเอง โดยครูเป็นผู้สนุบสนุนอำนวยความสะดวก และเรียนรู้ร่วมกับเด็ก
4.จัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และมีบรรยากาศที่อบอุ่น เพื่อให้เด็กมีความสุข
5.จัดกิจกรรมในรูปแบบบูรณาการ โดยคำนึงถึงพัฒนาการทุกด้าน
6.จัดประสบการณ์ตรงให้เด็กเรียนรู้จากประสาทสัมผัสทั้ง 5 มีโอกาสสังเกตสำรวจ เล่น ค้นคว้า ทดลองแก้ปัญหาด้วยตนเอง
7.จัดให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์ กับวัตถุสิ่งของ กับเด็กและกับผู้ใหญ่
8.จัดให้มีความสมดุล มีทั้งกิจกรรมให้เด็กริเริ่มและ ครูริเริ่ม กิจกรรมในห้องเรียนและนอกห้องเรียนกิจกรรมที่ต้องเคลือนไหวและสงบ
9.จัดให้เด็กไดเรียนรู้ผ่านการเล่น ที่หลากหลายทั้งรายบุคคล กลุ่มย่อย และกลุ่มใหญ่
10.จัดให้เด็กได้รับการพัฒนาโดยให้ความสำคัญกับกระบวนการมากกว่าผลผลิต
11.จัดให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม วัฒนธรรมท้องถิ่น และเอื้อต่อการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
12.จัดกิจกรรมให้เด็กมีจิตสำนึกในการรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อส่วรวม รักธรรมชาติ และรักท้องถิ่น
13.จัดให้เด็กมีส่วนร่วมในการวางแผน ลงมือปฏิบัติ และบอกผลการปฏิบัติกิจกรรมของตนเอง และผู้อื่นได้
14.จัดการประเมินพัฒนาการให้เป็นกระบวนการอย่างต่อเนื่องและเป็นส่วนหนึ่งของการจัดประสบการณ์
15.เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็ก

กิจกรรมประจำวัน

การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กอายุ 3-6 ปี จะไม่จัดเป็นรายวิชา แต่จัดในรูปของกิจกรรมบูรณาการผ่านการเล่น เพื่อให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง เกิดจากการเรียนรู้ได้พัฒนาทั้งร่างกาย อารามณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา การเลือกกิจกรรมที่นำมาจัดในแต่ละวันจึงต้องครอบคลุมสิ่งต่อไปนี้คือ

1.การพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความแข็งแรงของกล้างเนื้อใหญ่ การเคลื่อไหว และความคล่องแคล่วในการใช้อวัยวะต่างๆ จึงควรจัดกิจกรรมโดยให้เด็กได้เล่นอย่างอิสระกลางแจ้ง เล่นเครื่องเล่นสนาม เคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะดนตรี ฯลฯ
2.การพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเล็กการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือและตา จึงจัดกิจกรรมโดยให้เด็กได้เล่นเครื่องเล่นสัมผัส เล่นเกมส์ต่อภาพ ฝึกช่วยตนเองในการแต่งกาย หยิบจับช้อนส้อม ใช้อุปกรณ์ศิลปะ เช่น สีเทียน กรรไกร พู่กัน ดินเหนียว ฯลฯ
3.การส่งเสริมสร้างสรรค์ เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้ถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกและเห็นความสวยงามของสิ่งต่างๆ รอบตัว อาจจัดกิจกรรมโดยใช้ศิลปะเป็นสื่อ ใช้การเคลื่อไหวและจังหวะตามจินตนาการ ให้ปีะดิษฐ์สิ่งต่างๆ อย่างอิสระตามความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของเด็ก เล่นบทบาทสมมติในมุมเล่นต่างๆ เล่นน้ำ เล่นทราย เล่นไม้บล็อกฯลฯ
4.การพัฒนาการคิด เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความคิดรวบยอด สังเกต จำแนก เปรียบเทียบ จัดหมวดหมู่ เรียงลำดับเหตุการณ์ แก้ปัญหา จึงจัดกิจกรรมให้เด็กได้สนทนาอภิปรายแลกเปรียนความคิดเห็น เชิญวิทยากรมาพูดคุยกับเด็ก ค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ทดลอง ทัศนศึกษา ประกอบอาหาร หรือจัดให้เด็กได้เล่นเกมส์การศึกษาที่เหมาะสมกับวัยอย่างหลากหลาย ฝึกการแก้ปปัญหาในชีวิตประจำวันและในการทำกิจกรรมทั้งที่เป็นกลุ่มย่อย กลุ่มใหญ่ หรือรายบุคคล
5.การส่งเสริมให้เด็กได้เลือกและตัดสินใจ เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสตัดสินใจเลือกเล่นหรือทำกิจกรรมอย่างเสรีตามความสนใจ และความต้องการของตนเอง จึงจัดกิจกรรมให้เด็กได้เล่นตามมุมประสบการณ์ หรือศูนย์การเรียนต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน
6.จัดการประเมินอย่างเป็นระบบ มีการวางแผนการเลือกใช้เครื่องมือและการจดบันทึกไว้เป็นหลักฐาน

สำหรับวิธีการประเมินที่เหมาะสมและนำมาใช้กับเด็กอายุ 3-6 ปี ได้แก่ การสังเกต การสนทนา การสัมภาษณ์ การรวบรวมผลงานหรือชิ้นงานที่แสดงออกถึงการทำงานอย่างเต็มความสามารถในพัฒนาการแต่ละด้านของเด็กเป็นรายบุคคล ทั้งนี้จัดให้มีการรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กโดยการจัดทำเป็นแฟ้มรายบุคคล(Portfolio)

การจัดตารางกิจกรรมประจำวัน

กิจกรรมสำหรับเด็กอายุ 3-6 ปี สามารถนำมาจัดลงในตารางกิจกรรมประจำวันได้หลายรูปแบบเป็นการช่วยให้ทั้งครูและเด็กทราบว่าแต่ละวันจะทำกิจกรรมอะไร เมื่อใด และอย่างไร โดยมีหลักการจัดดังนี้

1.กำหนดระยะเวลาในการจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัยของเด็กในแต่ละวัน
2.จัดกิจกรรมทั้งในและนอกห้องเรียนในอัตราส่วนที่เหมาะสม
3.กิจกรรมที่ต้องใช้ความคิด ทั้งในกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่ ใช้เวลาไม่เกินกว่า 20 นาที
4.กิจกรรมที่เดกมีอิสระเลือกเล่นเสรี เช่น การเล่มตามมุม การเล่นกลางแจ้ง เด็กจะสนุกสนาน เพลิดเพลินไม่เบื่อหน่ายง่าย อาจใช้เวลาประมาณ 40-60 นาที
5.มีความสมดุลระหว่ากิจกรรมที่ใช้กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็ก อาทิ กิจกรรมรายบุคคล กิจกรรมกลุ่มเล็ก กลุ่มใหญ่ กิจกรรมที่เด็กเป็นผู้ริเริ่ม และครูเป็นผู้ริเริ่ม และกิจกรรมสงบและกิจกรรมเคลื่อนไหวจัดให้ครบทุกประเภทกิจกรรมที่ต้องออกกำลังกายจัดสลับกับกิจกรรมที่ไม่ต้องออกกำลังมากนัก เพื่อเด็กจะได้ไม่เหนื่อยมากเกินไป
6.การส่งเสริมลักษณะนิสัยและทักษะการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อให้เด็กมีสุขนิสัยที่ดีแสดงออกอย่างเหมาะสมและอยู้ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ช่วยเหลือตนเองไดในกิจวัตรประจำวัน มีนิสัยรักการทำงาน รู้จักระมัดระวังความปลอดภัย ของตนเองและผู้อื่นจึงจัดกิจกรรมที่ช่วยให้เด็กได้ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันอย่างสม่ำเสมอ เช่น การรับประทานอาหาร และพักผ่อนนอนหลับการขับถ่าย การทำความสะอาดร่างกาย การเล่นและการทำงานร่วมกับผู้อื่น การปฏิบัติตามกฎ กติกา ข้อตกลงของส่วนรวม และเก็บของเข้าที่เมื่อเล่นหรือทำงานเสร็จ ฯลฯ

นอกจากนี้ โรเรียนยังจัดกิจกรรมเสริม อาทิ คอมพิวเตอร์ ดนตรี ว่ายน้ำ ให้นักเรียนระดับก่อนประถมศึกษา โดยบรรจุอยู่ในหลักสูตรและตารางสอนประจำสัปดาห์

การวัดผลและประเมินผล

การวัดผล

1.การบ้านประจำวัน (จำนวนขึ้นอยู่กับความพร้อมของนักเรียนในแต่ละระดับชั้นและส่วนบุคคล) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อทบทวนและฝึกหัดความรับผิดชอบ
2.การสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ตามหน่วยการเรียน (ประมาณเดือนละ 1 ครั้ง เทอมละ 4 ครั้ง )โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสังเกตพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน (ร่างกาย อารมณ์ สังคม จิตใจ และสติปัญญา)
3.การวัดผลด้านความรู้ ความเข้าใจตามหน่วยการเรียนรู้ (เทอมละ 2 ครั้ง)
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดความก้าวหน้าการเตรียมความพร้อมด้านวิขาการของนักเรียน

การประเมินผล

1.การบ้านประจำวัน คุณครูจะตรวจการบ้านเพื่อดูความเข้าใจและความตั้งใจในการทำการบ้าน พร้อมอธิบายเพิ่มเติมในจุดที่นักเรียนไม่เข้าใจ
2.การสังเกตพฤติกรรม คุณครูจะจดบันทึกพัฒนาการนักเรียน โดยเป็นการบรรยายพฤติกรรมการแสดงออกของนักเรียน และประเมินพัฒนาการโดยใช้ระดับคุณภาพ
3.การวัดผล คุณครูจะมีแบบเตรียมความพร้อมตามรายวิชา (คณิตศาสตร์ ภาษาไทย อังกฤษ เชาวน์) โดยประเมินผลออกมาเป็นเกรด ( 4 3 2 1) โดยแบ่งเป็นพุทธิพิสัยร้อยละ 30 และจิตพิสัยร้อยละ 70 การประเมินผลปลายภาคหรือปลายปี ประเมินเก็บสะสมเช่นเดียวกับการประเมินระหว่างเรียน โดยเก็บสะสมในรูปของคะแนน แบ่งสัดส่วนคะแนนสะสม และคะแนนทดสอบในอัตราสวน 70:30 จากนั้นจึงนำคะแนนทั้งสองมารวมกันเป็น 100 คะแนน โดยใช้เกณฑ์ในการตัดสินผลการเรียน ดังนี้

คะแนน 80-100 ได้ระดับผลการเรียน 4
คะแนน 70-79   ได้ระดับผลการเรียน 3
คะแนน 60-69   ได้ระดับผลการเรียน 2
คะแนน 50-59   ได้ระดับผลการเรียน 1
คะแนน ต่ำกว่า 50  ได้ระดับผลการเรียน 4

การประเมินผลกลางภาคและปลายภาค จัดดำเนินการในแบบเดียวกันจากนั้นนำคะแนนของแต่ละวิชามารวมแล้วคิดเป็นคะแนน ร้อยละ (จะไม่มีการจัดลำดับที่ในการสอบแต่ละครั้ง เพื่อเน้นศักยภาพของนักเรียนรายบุคคล มิใช่เป็นการเปรียบเทียบ)

การรายงานผล

1.รายงานพัฒนาการการเรียนรู้ตามหน่วยการเรียน เดือนละ 1 ครั้ง (เทอมละ 4 ครั้ง)
2.รายงานพัฒนาการด้านความรู้ ความเข้าใจ (สอบกลางภาค)
3.สมุดรายงานประจำตัวนักเรียน (สมุดพก) ส่งให้ผู้ปกครองเทอมละครั้ง

หมายเหตุ พุทธิพิสัย หหมายถึง การเรียนรู้ในวิชาการต่างๆ ที่ผู้เรียนจะต้องอาศัยความสามารถของสมองเป็นที่ตั้งของการคิด วิเคราะห์ ทำความเข้าใจ รวมทั้งจดจำ เช่น การเรียนวิชาคณิตศาสตร์ การแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ การทำความเข้าใจในการอ่าน การเขียนเรียงความ และการคิดประดิษฐ์สิ่งของใหญ่ วิธีการที่ครูผู้สอนใช้ในการวัดผลพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย ได้แก่ การทำแบบฝึกหัด การทำแบบทดสอบ การสังเกต พฤติกรรมผลงานด้านการเรียน

จิตพิสัย หมายถึง คุณลักษณะที่เกี่ยวข้องกับ อารมณ์ หรือความรู้สึกต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สิ่งนั้นอาจเป็นความคิด ความเชื่อ หรือการกระทำ รูปร่างลักษณะของบุคคล วัตถุสิ่งของ ซึ่งเน้นให้ผู้เรียนมีพัฒนาการ ด้านคุณธรรม จริยะธรรมและค่านิยมต่างๆ เพื่อให้นักเรียนเป็นพลเมืองดี สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข วิธีที่ครูผู้สอนใช้ในการวัดผลพฤติกรรมด้านจิตพิสัย ได้แก่ การสังเกตพฤติกรรมการแสดงออกของผู้เรียนในขณะปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ การสัมภาษณ์ เป็นเครื่องมือที่ครูผู้สอนพัฒนาขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้ตอบสะท้อนความรู้สึก ความคิดต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น ทัศนคติต่อการอ่าน หรือทัศนคติต่อการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ เป็นต้น

  ถนนกาญจนาภิเษก
ปฏิทินการศึกษา
ปฏิทินวันหยุด
   
สารสัมพันธ์
กิจกรรม
สรรสาระ
   
ทุนการศึกษา
รับสมัครครูชาวไทย
รับสมัครครูชาวต่างประเทศ
   

ตารางสอน
การบ้าน
   
คลิกที่นี้!